สัญญาตกลงยอมจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร 2





 

สัญญาตกลงยอมจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร 2





เนื่องจากปัญหาการบังคับคดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีทั้งแนวทางการบังคับได้เฉพาะงวดเดือนที่มีการผิดนัดมาแล้ว ส่วนงวดเดือนที่ยังมาไม่ถึงยังบังคับคดีไม่ได้ ซึ่งได้กล่าวมาในฉบับที่แล้ว ส่วนฉบับนี้จะกล่าวถึงแนวทางที่ให้ถือว่าผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทุกงวด ตัวอย่างรายละเอียดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5467-5468/2550 โดยคดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ม. เป็นรายเดือนจนกว่าจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี แต่ทั้งนี้จะส่งเสียจนกว่าเด็กชาย ม.อายุไม่เกิน 23 ปี โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สำหรับการบังคับคดีตามสัญญายอมข้อ 4. เรื่องค่าเลี้ยงดูเด็กชาย ม. นั้น เมื่อฝ่ายโจทก์ผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่งก็ให้ฝ่ายจำเลยบังคับคดีได้เฉพาะงวดนั้น กรณียังไม่อาจจะบังคับเป็นเงินทั้งก้อนได้เพราะงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระเป็นหนี้ในอนาคต จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูเต็มตามจำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับโจทก์ฎีกา


ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงได้ความตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อ 4 ระบุว่า โจทก์ตกลงเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียนทุกอย่างและค่ารักษาพยาบาลตามความเป็นจริงของเด็กชาย ม. จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะและจะจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นรายเดือน...จนกว่าจะจบปริญญาตรี แต่ทั้งนี้จะส่งเสียจนกว่าเด็กชาย ม. อายุไม่เกิน 23 ปี กับสัญญาข้อ 6. ระบุว่า หากโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาแม้ข้อหนึ่งข้อใดหรืองวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดสัญญาทั้งหมด ยินยอมให้จำเลยบังคับคดีได้เต็มจำนวนเงินตามข้อตกลงได้ทันที เห็นได้ว่า ตามสัญญาข้อ 4. เป็นกรณีที่โจทก์จำเลยตกลงกันให้โจทก์เป็นฝ่ายชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและกำหนดวิธีการให้ชำระเป็นเงินโดยวิธีชำระเป็นครั้งคราวตามกำหนดเวลาถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/40 แล้ว เพียงแต่มีเงื่อนไขเป็นบทบังคับในกรณีโจทก์ผิดนัดผิดสัญญาไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อ 4. จึงได้ตกลงกันไว้ตามสัญญาข้อ 6. ว่า หากโจทก์ผิดสัญญาไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดหรืองวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาทั้งหมดยอมให้จำเลยบังคับคดีเต็มตามจำนวนเงินตามข้อตกลงได้ทันที อันเป็นความประสงค์ของโจทก์จำเลยในการทำนิติกรรมสัญญาโดยไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จึงมีผลใช้บังคับกันได้โดยชอบไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งนี้มิใช่กรณีบังคับเอาจากหนี้ในอนาคตซึ่งยังไม่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ดังที่โจทก์เข้าใจ คำพิพากษาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามานั้น ศาลฎีกาพิพากษาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน”


อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่กลับไปใช้หลักการเดิมอีกว่าให้บังคับได้เฉพาะงวดเดือนที่มีการผิดนัดมาแล้วเท่านั้นเพราะเป็นหนี้ที่ถึงกำหนดชำระแล้ว คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๖๖/๒๕๕๒ ผู้เขียนจึงเห็นว่า ถ้าหากจะบังคับคดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่มีการผิดนัด สำหรับงวดเดือนที่ยังไม่มาไม่ถึงซึ่งถือว่าเป็นหนี้ในอนาคตนั้นยังบังคับคดีไม่ได้นั้น จะทำให้เกิดคดีผิดนัดการชำระอยู่เสมอ ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นว่าถ้าหากในสัญญาประนีประนอมยอมความได้เขียนไว้ชัดเจนที่จะตกลงกันให้บังคับคดีทั้งหมดได้ เช่น เขียนไว้ในทำนองว่า “หาก...ปฏิบัติผิดสัญญาแม้ข้อหนึ่งข้อใดหรืองวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดสัญญาทั้งหมด ยินยอมให้...บังคับคดีได้เต็มจำนวนเงินตามข้อตกลงได้ทันที” ลักษณะของสัญญาประนีประนอมยอมความเช่นนี้ จึงควรที่จะบังคับคดีในหนี้งวดที่มีการผิดนัดมาแล้วและรวมถึงงวดในอนาคตเพราะถือว่าตกลงแล้วว่าให้ถือว่าผิด.




ที่มา  :  www.dailynews.co.th

ข่าวอื่นๆในหมวด
หน้าที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
Copyright @ 2009 Rangsit University All rights reserved.