ข้อตกลงยกทรัพย์สินให้บุตรในบันทึกการหย่า





 

ข้อตกลงยกทรัพย์สินให้บุตรในบันทึกการหย่า



การที่สามีและดิฉันหย่ากันได้ทำบันทึกไว้ในทะเบียนหย่าว่าสามีจะโอนบ้านและที่ดิน 2 แปลงให้ลูกสาวซึ่งตอนนั้นอายุ 4 ขวบ แต่จนบัดนี้สามียังไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนบ้านและที่ดินให้แก่ลูก ตอนนี้สามีติดประกาศขายบ้านและที่ดินที่ตกลงให้ลูก อยากทราบว่าลูกยังมีสิทธิตามข้อตกลงหรือไม่  ถ้ายังมีจะต้องทำอย่างไร
  

นวลแข



โดยทั่วไปถ้าเป็นเรื่องการให้ทรัพย์สินที่เคลื่อนที่ไม่ได้  เช่น ประเภทบ้าน อาคารชุด หรือที่ดินจะต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย โดยการให้อสังหาริมทรัพย์โดยเสน่หาจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  จึงจะถูกต้องตามแบบทำให้มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นได้ อย่างไรก็ตามถ้าเป็นกรณีที่สามีภริยาจดทะเบียนหย่า  และทำบันทึกไว้ในทะเบียนหย่าว่าจะยกทรัพย์สินให้แก่บุตรจะเห็นได้ว่าแม้ว่าสามีและภริยาจะเป็นคู่สัญญาตามข้อตกลงในทะเบียนหย่า แต่เนื่องจากบุตรซึ่งมิได้เป็นคู่สัญญาด้วย แต่เป็นบุคคลภายนอกผู้จะได้รับประโยชน์จากสัญญา แต่สิทธิจะเกิดได้ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคสอง บัญญัติรองรับไว้ว่า สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2537  การยกให้โดยเสน่หาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ที่จะตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525  ที่จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามนัยมาตรา 521 นั้น จะต้องมีคู่สัญญา 2 ฝ่าย  ฝ่ายหนึ่งคือผู้ให้โอนทรัพย์สินของตนให้โดยเสน่หาแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง หรืออีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้รับ  แต่บันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์และจำเลย  โจทก์และจำเลยกลับยอมให้ที่ดินจำนวน 2 แปลง และบ้านอีก 1 หลัง ตกเป็นของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองหลังจากโจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากัน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1532 และเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามมาตรา 374  มิใช่สัญญาให้  จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 525  แม้ไม่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

นอกจากนี้บุคคลภายนอกอาจเป็นผู้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาได้แล้ว ในระหว่างคู่สัญญาก็ยังมีความผูกพันตามสัญญาได้เช่นกัน ซึ่งมีคดีที่ฟ้องร้องและศาลได้วินิจฉัยไว้ว่า มารดาในฐานะคู่สัญญาสามารถแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6478/2541  ภายหลังโจทก์จำเลยทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าแล้ว จำเลยผิดสัญญาไม่ยอมไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บุตรทั้งสองโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยจัดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาแต่จำเลยเพิกเฉย จึงถือว่าโจทก์ในฐานะคู่สัญญา และได้กระทำการแทนบุตรทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ถือประโยชน์จากข้อตกลงในสัญญานั้นแล้ว  จำเลยจะยกเหตุว่าบุตรทั้งสองยังไม่ได้แสดงเจตนามายังจำเลยเพื่อให้ระงับสิทธินั้นไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 375อย่างไรก็ตาม  สัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกนี้จะมีอายุความในการฟ้องร้องคดีด้วย แต่อายุความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่บุคคลภายนอกแสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญา  ดังนั้นถ้าหากลูกหนี้ไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนทรัพย์สินให้ บุคคลภายนอกจะต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ได้มีการแสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์ดังกล่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7355/2553    การที่โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกเท่ากับโจทก์แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ มิใช่กรณีโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเรียกค่าผลไม้ในฐานะผู้ประกอบการค้าซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์   มาตรา 193/34 (1)  คดีของโจทก์จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30.





ที่มา  :  www.dailynews.co.th

ข่าวอื่นๆในหมวด
หน้าที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
Copyright @ 2009 Rangsit University All rights reserved.