คู่สมรสไม่ได้ให้ความยินยอม





 

คู่สมรสไม่ได้ให้ความยินยอม



การที่สามีนำบ้านและที่ดินไปจำนองธนาคารตามลำพังได้เงินมาหลายล้านบาท โดยดิฉันซึ่งเป็นภริยาไม่ทราบเลย บ้านและที่ดินนี้ซื้อมาหลังจากเราแต่งงานจดทะเบียนสมรสแต่ใส่ชื่อสามีคนเดียว เราทะเลาะกันเรื่องนี้เพราะเงินที่ได้มาสามีอ้างว่าเอาไปลงทุนทำธุรกิจ แต่ปรากฏว่าไม่เป็นความจริง ตอนนี้สามีไล่ดิฉันออกจากบ้าน ดิฉันจึงอยากจะทราบว่าในฐานะดิฉันเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายจะมีทางยับยั้งการก่อหนี้สินดังกล่าวนี้ได้อย่างไรบ้าง
 
เยาวภา กรุงเทพฯ


การที่คู่สมรสนำสินสมรสที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ไปทำนิติกรรมจำหน่ายจ่ายโอนหรือจดทะเบียนจำนองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมสามารถฟ้องเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ซึ่งเป็นเรื่องของการสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การกระทำดังกล่าวจึงสามารถเพิกถอนได้ซึ่งเป็นเรื่องของทางแพ่ง ส่วนการกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดทางอาญาด้วยหรือไม่ ต้องดูว่ามีข้อเท็จจริงใดที่ได้มีการเจตนากระทำอันเป็นความรับผิดทางอาญาด้วยหรือไม่ เช่น คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8739/2552 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุก 4 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติกำหนด (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ด้วย)


หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2544 จำเลยซื้ออาคารชุด และได้จดทะเบียนจำนองอาคารชุดดังกล่าวกับธนาคาร โดยเจ้าพนักงานที่ดินใช้ตรายางประทับข้อความว่า ข้าพเจ้านาย....ขอรับรองว่าข้าพเจ้ายังเป็นโสดไม่เคยมีคู่สมรส ไม่ว่าจะชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมาย หากถ้อยคำที่ข้าพเจ้าให้นี้เป็นเท็จให้ใช้ถ้อยคำนี้ยันข้าพเจ้าในคดีอาญาได้ และจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้ให้ถ้อยคำ ตามบันทึกด้านหลังสัญญาจำนองเป็นประกัน


คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า บันทึกด้านหลังดังกล่าวที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ท้ายบันทึกจะเป็นการแจ้งความเท็จหรือไม่ เห็นว่า จำเลยซื้ออาคารชุดในระหว่างสมรสกับโจทก์อาคารชุดดังกล่าวจึงเป็นสินสมรส ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (1) และมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีจำนองอสังหาริมทรัพย์ หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ การที่จำเลยให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าเป็นโสดไม่เคยมีคู่สมรสไม่ว่าจะชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการแจ้งความอันเป็นเท็จแม้จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียวจำเลยก็ไม่มีอำนาจทำนิติกรรมโดยโจทก์ไม่ยินยอม การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่า จำเลยเป็นโสด เจ้าพนักงานที่ดินจึงจดทะเบียนจำนองที่ดินให้จำเลย ย่อมให้โจทก์ได้รับความเสียหายแล้วโดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์ต้องร่วมรับผิดชำระหนี้จำนองหรือโจทก์มีสินสมรสเพิ่มขึ้น โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้อง พิพากษายืน


จะเห็นได้ว่า สามีได้รับเงินกู้จากการจดทะเบียนจำนองมาแล้ว จึงขึ้นอยู่กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองดังกล่าวกับธนาคารหรือไม่ ขณะเดียวกันการกระทำเช่นนี้อาจเป็นความรับผิดทางอาญาฐานแจ้งความเท็จด้วยก็ได้.

แสดงความคิดเห็น




ที่มา  :  www.dailynews.co.th

ข่าวอื่นๆในหมวด
หน้าที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
Copyright @ 2009 Rangsit University All rights reserved.